วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

การพัฒนางาน

การพัฒนางาน

          การพัฒนางานคือ กระบวนการที่มุ่งเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงวิธีการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล


หลักการและวิธีพัฒนางาน
การพัฒนางานคือ การบวนการที่มุ่งเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงวิธีการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลการวิเคระห์งานมีวิธีการดังนี้1.การวิเคระห์งานด้วยการใช้แนวทางความเป็นเป็นไปได้ของงาน2.การวิเคระห์งานด้วยการวิเคระห์กิจกรรมของงาน3.การวิเคระห์งานด้วยการวิเคระห์หน่วยของงาน


การพัฒนาวิธีการทำงาน
1ปรับปรุงวิธีการทำงานให้ดีขึ้นปรับปรุงวิธีการใช้เครื่องจักร เครื่องมือและอุปกรณ์ ตลอดจนสถานที่ ทำงานปรับปรุงกระบวนการผลิต ให้เหมาะสมขึ้นปรับปรุงการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่มีคุณภาพง่ายต่อการผลิต และต้นทุนต่ำปรับปรุงโดยการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ แปรรูปได้ง่ายและราคาไม่แพง


การพัฒนาสถานที่การทำงาน
1. การจัดเก็บและขนย้ายวัสดุสิ่งของอย่างมีประสิทธิภาพ2. การใช้เครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย3 .การจัดรูปแบบของงาน4. การวิเคระห์ระบบงานและจัดสถานที่5. การพัฒนาสภาพเงื่อนไขและสภาพแวดล้อม


การวิเคราะห์การจัดระบบงานและจัดสถานที่
1.ระบบงานที่ต้องทำบ่อยๆควรจะออกแบบวัสดุและอุปกรณ์ให้อยู่ใกล้กับคนทำงานในระบบที่เหมาะสมที่สุดและใช้งานสะดวกที่สุดเพื่อที่จะทำงานได้เร็วและไม่เมื่อยล้า2.ระบบงานที่ทำตามหน้าที่การใช้งาน ออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว3.ระบบงานที่ต้องทำตามลำดับขั้นตอน การออกแบบต้องคำนึงถึง การหยิบใช่งานได้อย่างต่อเนื่องตามลำดับขั้นตอนการทำงานก่อนหลัง


หลักการจัดสถานที่ทำงาน
1.การจัดวางวัสดุเครื่องมือ และปุ่มควบคุม ภายในระยะที่หยิบถึงง่าย2.การปรับปรุงท่าปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ3.การใช้แคลมป์หนีบอุปกรณ์จับยึด และอุปกรณ์อื่นเพื่อประหยัดเวลาแรงงาน4.การปรับปรุงหน้าปัดแสดงผลและแผงควบคุมเพื่อลดการผิดพลาดขอบเขตของสภาพเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมในการทำงาน


  หากพิจารณาสิ่งแวดล้อมไม่ปลอดภัยบ่งได้ดังนี้

  1. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ที่เกิดจากการสัมผัสโดยตรงของคนเช่นแสงสว่างความสั่นสะเทือนเสียงและอากาศอุณหภูมิ  2. สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ ที่เกิดจากการได้รับเชื้อที่มาจากสิ่งมีชีวิต เช่น สัตว์ พืช หรืออากรติดเชื้อจากไวรัส แบคทีเรียเชื้อรา รวมทั้งความชื้นหรือความแออัดคับแคบจากสถานที่ทำงาน  3. สิ่งแวดล้อมทางเคมี เกิดจากการทำปฎิริยาทางเคมีของสสารต่างๆ เช่น แก๊ส เขม่า ควันไฟ ฝุ่นโลหะ สารเคมีอื่นๆ  4. สิ่งแวดล้อมการจัดสภาพงาน ที่มีความสัมพันธ์กับการทำงานของคนงาน เช่น สภาพการทำงานที่ซ้ำซากจำเจ ความเบื่อหน่ายต่อการทำงานความกังวลและปัญหาต่างๆในหน่วยงานเป็นต้นองค์ประกอบของสภาพเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมการทำงาน1. สุขภาพและความปลอดภัย 2. เวลาการทำงาน ทำงานเป็นเวลานานจะทำให้เกิดการสูญเสียความสนใจ ในงานความเหนื่อยหน่าย ความเมื่อยล้า 3. สภาพภูมิอากาศ 4. กลิ่น ฝุ่น และสารพิษ 5. แสงสว่าง 6. เสียงและความสั่นสะเทือน

 7.อัคคีภัยและอันตรายจากไฟฟ้า



การพัฒนาสภาพเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมการทำงาน
1.จัดตั้งองค์การเพื่อสุขภาพและความปลอดภัย2.การจัดเวลาการทำงาน3.ปกป้องโรงงานจากสภาพภูมิอากาศ4.การกำจักหรือแยกแหล่งกำเนิดมลผิษ5.การปรับปรุงพื้นอาคาร6.วางผังโรงงานอย่างยืดหยุ่นและดัดแปลงได้ง่าย7.อัคคีภัยและอันตรายจากไฟฟ้าการพัฒนาเครื่องมือและอุปกรณ์


วัตถุประสงค์ของการออกแบบเพื่อพัฒนาเครื่องมือ
1.เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ราคาต่ำมีคุณภาพและมีขนาด/รูปร่างเท่ากันทุกชิ้น2.เพิ่มผลผลิตการพัฒนาปรับปรุงเครื่องมือ3.พัฒนาวิธีทำงานกับเครื่องมือให้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น4.เลือกใช้วัสดุที่ใช้ทำเครื่องมือเพื่อให้อายุการใช่งานเครื่องมือสูงสุด5.เตรียมอุปกรณ์ให้ปลอดภัยมากที่สุด



 หน้าที่ของอุปกรณ์ในการทำงาน
1.อุปกรณ์นำเจาะ ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยในการกำหนดตำแหน่งยึดชิ้นงานและเป็นตัวนำทางของเครื่องมือตัด(Cutting tools)ในการเจระรูหรือคว้านรู2.อุปกรณ์จับยึดงาน ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยในการกำหนดตำแหน่งจับยึดชิ้นงานและร่องรับชิ้นงานให้อยู่กับที่ในขณะเครื่องกำลังทำงาน3.อุปกรณ์ขนถ่าย เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเคลื่อนที่ ขนส่งของจากที่หนึ่งไปที่หนึ่งในเวลาที่ต้องการ และอยู่ในลักษณะของคุณภาพที่ต้องการรวมทั้งการเก็บรักษาและการบรรจุหีบห่อ

     
     การพัฒนางานอาชีพในองค์กร เป็นแนวความคิดที่จะช่วยพัฒนาทุกคนในองค์กรให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีโอกาสก้าวหน้าตามศักยภาพและความพร้อมของแต่ละคน ดังนั้นการพัฒนาอาชีพ จึงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งองค์กร โดยผลของการพัฒนา งานอาชีพคือจะมีประโยชน์คือ ทำให้องค์กรไปสู่ความสำเร็จโดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันทั่งทั้งองค์กร และ ทำให้ทุกคนมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองในการทำงาน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของตนเองและสังคม เพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงานของตนเอง ส่งผลให้ทุกคนในองค์กรมีขวัญและกำลังใจในการทำงาน เป็นการลดอัตราการลาออกได้และเป็นการจัดให้ทุกคนได้ทำงานที่ตรงกับความถนัดความรู้ความสามารถของตน (Put the Right Man to the Right Job) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ตรงต่อองค์กร
            การนำการพัฒนาอาชีพมาใช้ในองค์กรจะขึ้นอยู่กับความต้องการหรือเป้าหมายในการพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ภายในองค์กร ทั้งนี้ขอบเขตของการพัฒนาอาชีพ จะครอบคลุมงานต่างๆดังนี้
            1.   การประเมินความสามารถของบุคลากรรายบุคคล มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรโดยหาช่องว่างความสามารถของแต่ละบุคคลตามความเป็นจริง    เมื่อเปรียบเทียบกับคามสามารถที่คาดหวัง เพื่อวางแผนพัฒนาและปรับปรุงความสามารถที่ขาดและต้องการเสริมให้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
            2.  การจัดทำแผนฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรรายบุคคล มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรโดยกำหนดแผนการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรรายบุคคล
ซึ่งเป็นแผนประจำปีหรือแผนระยะยาวที่กำหนดขึ้นเพื่อฝึกอบนมและพัฒนาบุคลากรโดยเริ่มตั้งแต่เข้ามาทำงาน และทำงานต่อจนลาออก
           3.   การจัดทำเส้นทางการก้าวหน้าในอาชีพ มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรโดยสร้างโอกาสหรือความก้าวหน้าในการทำงานให้กับบุคลากร
จะทำให้บุคลากรว่าตนเองสามารถเลื่อนตำแหน่งงานไปยังตำแหน่งงานใดได้บ้าง หรือโอนย้าย สับเปลี่ยนหมุนเวียนไปหน่วยงานอื่นหรือตำแหน่งงานใด
ได้บ้าง
            4. การจัดทำแผนทดแทนตำแหน่งงาน มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรโดยพัฒนาบุคลากรโยพัฒนาศักยภาพและเตรียมความพ้อมให้กับบุคลากร
ที่มีความสามารถและศักยภาพสูง โดยจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคลในรูปแบบการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรด้วยวิธีต่างๆ เช่น การฝึกอบรม
การสอนงาน การทำให้คำปรึกษาแนะนำ เป็นต้น เพื่อให้มีความสามารถที่จะปฏิบัติงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นไป

วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
1. ทำสิ่งที่ไม่อยากทำซะก่อน

         วิธีนี้ก็เหมือนการทานก๋วยเตี๋ยวที่มักจะทานเส้นก่อน แล้วเหลือลูกชิ้นเอาไว้ปิดท้าย เช่นเดียวกับการทำงาน ย่อมมีเรื่องที่ไม่ถนัดเข้ามาอยู่เสมอ ฉะนั้นแล้วทำงานที่ไม่ถนัดให้เสร็จเสียก่อน เพื่อที่จะได้ทำในส่วนที่ถนัดได้อย่างเต็มที่

2. พุ่งเป้าไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น
         ในระหว่างการทำงานหากคุณทำกิจกรรมอื่น ๆ อาทิเช่น ทานอาหาร เล่นเฟซบุ๊ก เปิดทวิตเตอร์ ดูโทรทัศน์ หรือทำนั่นนี่โน่น ที่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่การงานแล้วล่ะก็ขอให้หยุดไว้ก่อน เพราะนั่นอาจทำให้งานเกิดความล่าช้า แถมยังทำให้ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรอีกด้วย คุณควรจะมุ่งความสนใจในการทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปก่อน จะดีกว่าเยอะเลยล่ะ 3. มีระบบการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอน
         เพื่อให้งานที่คุณทำมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คุณควรที่จะมีการวางแผนจัดระบบการทำงานให้เป็นขั้นเป็นตอนชัดเจน โดยอาจจะเริ่มจากการแยกแยะสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่ยังไม่ต้องทำให้เห็นเด่นชัด เพื่อจะได้ตัดสินใจลงมือทำอย่างถูกต้อง อีกทั้งจัดหมวดหมู่ของงานที่มีลักษณะเดียวกันให้อยู่ด้วยกัน เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ วิธีเหล่านี้จะช่วยให้คุณทำงานได้รวดเร็ว สะดวก และคล่องตัวมากขึ้น

3. ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง

         ชีวิตคนเราไม่ได้ดีเลิศไปซะทุกด้าน มีผิด มีพลาด หรือขาดตกบกพร่องไปบ้างถือเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นแล้วยอมรับในข้อบกพร่องของตัวเอง เรียนรู้และนำไปแก้ไขต่อไป เชื่อได้ว่าจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีมากขึ้นแน่นอน

4. ใช้วิธีลัดต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์
         โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ช่วยให้คุณทำงานได้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น แต่จะดีกว่านั้นอีกหากคุณเรียนรู้และรู้จักวิธีลัดต่าง ๆ ทั้งปุ่มคีย์ลัดสำคัญ ๆ เช่น Ctrl+C หรืออื่น ๆ อีกมากมาย เพราะวิธีลัดเหล่านี้ จะช่วยประหยัดเวลาไปได้มากอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

5. ลดความเสี่ยงในเรื่องต่าง ๆ

         ในสังคมปัจจุบันมีเรื่องให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่มากมาย ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ อาหารการกิน ค่ารักษาพยาบาลและอื่น ๆ อีกสารพัด ดังนั้นแล้วคุณจึงควรที่จะระมัดระวังการใช้จ่ายในแต่ละเดือนให้ดี อีกทั้งเรื่องของความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การทำบัตรเครดิต หรือการลงทุนที่ไม่เกิดประโยชน์ก็ควรจะหลีกเลี่ยงเช่นกัน เพราะนั่นไม่ได้เป็นสิ่งที่รับประกันว่าคุณจะมีชีวิตที่ดีขึ้นแต่อย่างใด





ขอขอบคุณ : https://youtu.be/JC6yc5o3x_s                                                            http://lms.rmutsb.ac.th/elearning/claroline/backends/download.php?url=LzA1XzIucHB0&cidReq=1901201

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น